เทศน์บนศาลา

ธรรมบัวบาน

๕ ก.ย. ๒๕๖๙

ธรรมบัวบาน

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์บนศาลา วันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๙

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะเป็นสัจธรรมที่เราแสวงหากันอยู่นี้นะ เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เป็นอำนาจวาสนาของเราอย่างยิ่ง

ถ้าเรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา ถ้าเราออกฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาไง ให้มันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของตนไง อย่างเช่นฟังธรรมๆ ฟังธรรมๆ ขึ้นมา ถ้าเราจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา มันจะเป็นสัจธรรมในหัวใจของตน ถ้าเป็นสัจธรรมในหัวใจของตน ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก

แต่ในปัจจุบันนี้เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา สมมุติบัญญัติๆ ไง มันเป็นโลกสมมุติ มันเป็นโลกสมมุติ แต่มันเป็นผลของวัฏฏะ ผลของวัฏฏะคือจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันมีบุญกุศลมากน้อยขนาดไหน จะเกิดในยุคใดคราวใด เกิดในยุคใดคราวใดก็จิตดวงนั้นแหละมันเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันเปลี่ยนไปตามแต่อำนาจวาสนาของตน

ถ้าอำนาจวาสนาของตนนะ มันเกิดซ้ำเกิดซาก เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมีอำนาจวาสนา ได้สร้างสมบุญญาธิการของตน ได้เกิดเป็นมนุษย์เพราะบุญและบาป เพราะบุญและบาปเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน นี่คืออำนาจวาสนาของตน

อำนาจวาสนาของตนมีอยู่แล้ว แล้วตนจะทำให้มันเป็นตามความเป็นจริงขึ้นมาในหัวใจของตนได้หรือไม่ได้

ถ้าสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ มันก็เป็นเรื่องโลกๆ เรื่องบุญและบาปไง บุญและบาป ผลของวัฏฏะ อริยสัจสัจจะความจริงขึ้นมาเป็นบุคคล ๔ คู่ในหัวใจของตน เป็นอกุปปธรรม อกุปปธรรมคือไม่มีการเปลี่ยนสภาพเป็นอย่างอื่นไปได้

แต่ของเราเป็นกุปปธรรม กุปปธรรม คือ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ไง ถ้า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา มันก็เป็นผลของบุญและบาป ดีและชั่ว ถ้าดีและชั่วขึ้นมานะ เวลากรรมมันให้ผล กรรมมันให้ผลนะ มันน่าสยดสยอง เห็นแล้วมันเศร้าใจไง

ครูบาอาจารย์ของเราที่เป็นธรรมๆ ท่านปลงธรรมสังเวช มันต้องเป็นอย่างนั้นแหละ แล้วมันก็สังเวช สังเวชขึ้นมา มันสะเทือนใจ มันสะเทือนใจ แต่มันเป็นกรรมของสัตว์ ถ้าเป็นกรรมของสัตว์ มันก็เป็นอำนาจวาสนาของเขา

ถ้าเราไม่เป็นธรรม เราก็เข้าใจสิ่งนั้นไม่ได้ แล้วเราก็จะทุกข์ร้อนเป็นอย่างนั้นไปกับเขา แต่ถ้าใจเราเป็นธรรมๆ ไง ใจเป็นธรรม เราไม่ทำอย่างนั้น ไม่ทำอย่างนั้นเพราะอะไร เพราะมีสติมีปัญญาเท่าทันอารมณ์ความรู้สึกในหัวใจของตนใช่ไหม ถ้ามีสติมีปัญญาเท่าทันอารมณ์ความรู้สึกในหัวใจของตน มันปลงธรรมสังเวช

แต่ของเรามันเป็นเรื่องโลกๆ ถ้าเป็นเรื่องโลกๆ สัญญาอารมณ์ ถ้าสัญญาอารมณ์ สิ่งที่มันเกิดขึ้นไง เพราะคนเรามีกายกับใจไง เพราะคนเรามีกายกับใจ เวลาคนเกิดมา อาการ ๓๒ สมบูรณ์แบบ สิ่งที่เกิดเป็นมนุษย์นี้เป็นอริยทรัพย์ๆ มีกายกับใจๆ ที่เราจะเจริญงอกงามขึ้นมา จากทารกเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา แล้วชราคร่ำคร่า แล้วก็ต้องเสียชีวิตนี้ไป

ชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุด เป็นของจริง เป็นข้อเท็จจริง

เป็นข้อเท็จจริง สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องดับไปเป็นธรรมดา ธรรมดาเพราะว่าพระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรมไง มีดวงตาเห็นธรรม มันเกิดขึ้นท่ามกลางหัวใจ มันเกิดขึ้นท่ามกลางหัวใจ เห็นไหม สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นๆ เกิดจักขุญาณ เกิดสัจจะเกิดความจริงขึ้นมาในหัวใจของท่าน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ปฐมยาม มัชฌิมยาม ปัจฉิมยาม เวลาสิ่งที่ปัจฉิมยาม อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาไง ดอกบัวบานท่ามกลางในหัวใจองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ดอกบัวอรุณขึ้น มีแสงแดดมันส่องเข้าไปที่ดอกบัวนั้นน่ะ มันบานขึ้นมาไง มันมีความสุข ความสุขเพราะอะไร

สิ่งที่แสวงหามาตั้งแต่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย สร้างสมบุญญาธิการมาขนาดนั้น สร้างสมบุญญาธิการมาขนาดนั้นนะ เวลาเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ทำลายพญามาร เวลามารสิ้นไปจากในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นวิมุตติสุขๆ ไง มันเป็นสัจจะเป็นความจริงของผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาไง วิมุตติสุขขึ้นมาแล้ว กิเลสมันตายไปแล้ว มันไม่มีลูกมีหลานที่จะมาวอแวในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสร้างสมบุญญาธิการมาแล้วถึงพุทธวิสัย พุทธวิสัย พุทธกิจ ๕ เล็งญาณ ดู ปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ เมตตาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ปัญญาธรรม เมตตาธรรม คุณธรรมในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง วางธรรมและวินัยนี้ไว้ๆ ไง วางธรรมวินัยนี้ไว้ให้เราศึกษา ให้เราค้นคว้าไง

ถ้าเป็นประเพณีวัฒนธรรม ชาวพุทธๆ ไง ชาวพุทธเขาถึงเวลาทำบุญกุศลของตน ประเพณีวัฒนธรรมหล่อหลอมหัวใจของตน ประเพณีวัฒนธรรมทำให้สังคมร่มเย็นเป็นสุขไง สังคมร่มเย็นเป็นสุขมีแต่ความสุข ความชื่นชม ความยิ้มแย้มแจ่มใสไง นั่นเป็นประเพณีวัฒนธรรม

ถ้ามีอำนาจวาสนา จะฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมาให้เป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน ถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเป็นความจริงในหัวใจของตน อยู่ที่อำนาจวาสนาของแต่ละบุคคล จริตนิสัยของคนมันแตกต่างกันไป ถ้าจิตใจนิสัยของคนมันแตกต่างกันไป

ฟังธรรมๆ เวลาครูบาอาจารย์ของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการ พระอรหันต์ ๘๐ องค์ เอตทัคคะแต่ละองค์ถนัดไปคนละอย่าง แต่ละอย่างที่ตนเป็นเลิศๆๆ แต่ข้อเท็จจริงขึ้นมาคืออาสวักขยญาณทำลายอวิชชาของครูบาอาจารย์ของทุกๆ องค์ขึ้นมา ถึงเป็นพระอรหันต์ เพราะความเป็นพระอรหันต์แล้วนะ ถึงไม่มีกิเลสมายั่วมายวน มาแหย่ มาเย้าขึ้นมาในหัวใจของตน

เอตทัคคะ ๘๐ องค์นั้นเป็นความถนัดของแต่ละบุคคล แต่อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจของครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ ขึ้นมา อันนั้นสำคัญกว่า

สำคัญกว่าเพราะอะไร

มันฆ่าอวิชชา ฆ่าพญามาร ทำลายพญามารออกไปจากใจของตนแล้วมันจบสิ้น มันไม่มีใครมายุมาแหย่ มาทำให้มันกระเพื่อม ให้มันออกไปนอกลู่นอกทาง มันเป็นไปไม่ได้ๆ

มันเป็นไปไม่ได้เพราะอะไร

เพราะท่านไม่คิดอย่างนั้น ท่านไม่คิดอย่างนั้น ไม่แสวงหาอย่างนั้น การกระทำมันก็ไม่มี เพราะมันไม่มีกิเลสไง มันไม่มีอะไรไปยั่วยุในหัวใจของท่านไง ท่านก็เสวยวิมุตติสุขๆ ถึงเวลาไง สอุปาทิเสสนิพพาน

ครูบาอาจารย์ที่ท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่าน พอสิ้นกิเลสไปแล้ว กิเลสตายไป เหลือสอุปาทิเสสนิพพาน ก็ชีวิตดั้งเดิมนั่นแหละ

เวลาครูบาอาจารย์บอกว่า เวลากิเลสสิ้นไปแล้ว มันก็เป็นคนเหมือนเดิมนี่แหละ ถ้าเป็นพระๆ ก็เป็นพระเหมือนเดิม แต่เป็นพระอรหันต์ สอุปาทิเสสนิพพาน มีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ สะคือเศษส่วน เศษส่วนชีวิตที่เหลือไง แต่ชีวิตที่เหลือที่งอกงาม ชีวิตที่เหลือที่อุดมสมบูรณ์ ชีวิตที่เหลือที่เป็นเนื้อนาบุญของโลกไง

ใครทำบุญทำกุศลกับเนื้อนาบุญอย่างนั้น จะได้บุญเป็นบุญเป็นกุศลกับชีวิตของเขา ถ้ากับชีวิตของเขานะ สิ่งที่เขาทำขึ้นมามันงอกงามขึ้นมาในหัวใจของเขา นี่สิ่งที่ว่าสอุปาทิเสสนิพพาน สิ่งที่จะเป็นสอุปาทิเสสนิพพาน มันต้องมีที่มาที่ไป ที่มาที่ไปก็การฝึกหัดปฏิบัติของเรานี่แหละ

เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ปุถุชนคนหนา ถ้าปุถุชนคนหนาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไป มันก็หนาไปด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก หนาไปด้วยกิเลส เห็นไหม

กิเลสถ้ามันทำให้เราทำบุญทำบาป ทำสิ่งที่เป็นบุญกุศลของตน เขาก็ชื่นชม ชื่นหัวใจของตน เวลาทำบาปๆ มันก็ค้างคาหัวใจของตน ทุกข์กังวลในหัวใจของตน นั่นบุญและบาป

ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไปมันก็เป็นบุญกุศลอย่างนั้นน่ะ ที่ทำให้เราศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันต้องเป็นข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงในธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง

ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลาศึกษาเล่าเรียนมา การฝึกหัดปฏิบัติตามพระพุทธศาสนาคือปฏิบัติแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนา ถ้าปฏิบัติแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนาไง ในพระพุทธศาสนา พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถึงจะเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง

แต่ถ้าเราเป็นปุถุชนคนหนา เราฝึกหัดปฏิบัติไปด้วยความเป็นสมมุติไง สมมุติก็สมมุติของโลกนี้ไง อารมณ์ความรู้สึกของคนมันก็เปลี่ยนแปลงไปตามกิเลสตัณหาความทะยานอยากนี้ไง แล้วก็จินตนาการสติปัฏฐาน ๔ ไปไง มันถึงเป็นสติปัฏฐาน ๔ จอมปลอม

เป็นสติปัฏฐาน ๔ ไหม

เป็นตามภาคทฤษฎี เป็นตามความเห็นของเรา เป็นตามความเห็นของปุถุชนคนหนา ปุถุชนคนหนาก็หนาไปด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก เพราะไม่รู้ไม่เห็นไง

แต่ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีครูบาอาจารย์เทศนาว่าการไง แนวทางสติปัฏฐาน ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม ทำไมใครจะไม่รู้ๆ ใครจะรู้ไม่ได้ ถ้ามันรู้ของมัน มันก็รู้ด้วยอารมณ์ความรู้สึกของตนไง แล้วถ้ามีกิเลสตัณหาความทะยานอยาก มันก็สร้างภาพของมันขึ้นไปตามความเห็นของมันไง ถ้าตามความเห็นของมัน เห็นไหม

เวลาครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดในแนวทางการฝึกหัดปฏิบัตินะ ท่านจะรู้ว่า สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา ปัญญาของคนแต่ละระดับ แต่ละพื้นฐานของที่มันจะเป็นตามความเป็นจริง มันจะเป็นได้มากน้อยขนาดไหน

ถ้ามันเป็นมากน้อยขนาดไหน เวลาใช้จินตนาการ ใช้ความรู้สึกนึกคิดเข้าไป มันอยู่ในขอบเขตนี้ทั้งนั้นน่ะ มันจะเป็นตามความจริงในพระพุทธศาสนา เป็นไปได้อย่างไร

เพราะพระพุทธศาสนา พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มันถึงจะรู้เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง

แต่ของเราปุถุชนคนหนา หนาไปด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยากไง “อ้าว! ก็ทำตามพระพุทธเจ้าไง ทำตามธรรมวินัยไง ก็ทำตามธรรมวินัยแล้วมันผิดตรงไหน”

มันผิดตรงที่ว่ามันเป็นเรื่องโลก เรื่องสมมุติบัญญัติ มันเป็นเรื่องอารมณ์ความรู้สึก เพราะอะไร เพราะอวิชชาพญามารมันครอบงำหัวใจของสัตว์โลกไง ถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไป ถ้าไม่มีครูอาจารย์ ก็ต้องถูก็ต้องไถของตนไป

ถ้ามีอำนาจวาสนานะ มันจะเห็นถูกเห็นผิด เห็นผิดเพราะอะไร

ทำแล้วทำเล่า มันก็อย่างนั้นน่ะ เอ๊ะ! มันไม่เห็นมีอะไรแปลกแตกต่างกันจากความเป็นปกตินี้เลย อ้าว! ก็ทำอยู่นี่

นี่ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา อุทกดาบส อาฬารดาบส รับประกันเลย ได้สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ เหมือนเรา เป็นอาจารย์สอนได้ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปฏิเสธทั้งนั้นน่ะ ปฏิเสธเพราะมันไม่มีเหตุไม่มีผล

เวลาครูบาอาจารย์ของเรา หลวงปู่มั่นท่านออกฝึกหัดปฏิบัติครั้งแรกไง เวลาจิตมันสงบแล้ว พิจารณาสิ่งใดแล้ว พิจารณากายก็พิจารณากายโดยความรู้สึก ความเห็นของตนไง อ้าว! พิจารณากายแล้วมันก็เหมือนเดิม มันไม่มีอะไรแตกต่าง เอ๊ะ! มันใช่ทางหรือเปล่า มันใช่ทางหรือเปล่า

เวลาคนมีอำนาจวาสนาขึ้นมา เขาจะเปรียบเทียบ แล้วเปรียบเทียบกับความรู้สึกของตน เปรียบเทียบกับความเห็นของตน เปรียบเทียบกับความลังเลสงสัยของตน มันมีอยู่ครบเลย แล้วมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

นี่ไง แนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนา

ในพระพุทธศาสนา พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานไง

ธรรมะดอกบัวๆ เห็นไหม ถ้ามันจะเป็นดอกบัวขึ้นมาไง ดอกบัวขึ้นมาก็ทำความสงบของใจเข้ามาให้ได้ก่อนไง ถ้าทำความสงบของตนขึ้นมาให้ได้ก่อนขึ้นมา มันก็จะเห็นดอกบัวไง ถ้าเห็นดอกบัว เห็นพุทธะ เห็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานไง

แล้วถ้ามันไม่เห็นดอกบัวล่ะ มันก็ไปเห็นดอกตำแยนั่นน่ะ มันคันคะเยออยู่อย่างนั้นแหละ เพราะมันเป็นดอกตำแย ดอกตำแยมันคันไง มันคันเพราะอะไร เพราะมันอยู่ในป่า เราไปเที่ยวป่าเที่ยวเขา เวลาตำแยมันเกิดเป็นพุ่ม ไม่เห็นมันน่ะ เวลามันไป มันปลิวมานี่คันไปหมดเลย เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เพราะมันทำความสงบของใจของตนเองไม่ได้ไง

ถ้ามันทำความสงบของตนเองได้ไง ถ้ามันทำความสงบของใจของตน ตนจิตสงบระงับเข้ามา สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี ถ้ามันเป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

แต่ถ้ามันเป็นตำแยล่ะ มันคันไปทั่ว มันคันไปทุกอย่าง มันรู้ไปทุกเรื่อง แต่แล้วมันได้อะไรขึ้นมา

ถ้ามีสติมีปัญญา มันจะเปรียบเทียบอย่างนี้ เอ๊ะ! มันดีขึ้นหรือมันเลวลง ถ้ามันดีขึ้น มันดีขึ้นอย่างไร ถ้ามันเลวลงๆ ยิ่งประพฤติปฏิบัติเข้าไปยิ่งน้อยเนื้อต่ำใจ ยิ่งประพฤติปฏิบัติไปยิ่งลังเลสงสัย ประพฤติปฏิบัติไปมันก็เลยกลายเป็นความเคยชิน ถ้ามันเคยชินๆ มันก็อยู่อารมณ์อย่างนั้นน่ะ อยู่กับอารมณ์อย่างนั้น มันไม่เจริญก้าวหน้าไง

โดยปัญญาวิมุตติๆ ถ้ามีสติมีปัญญานะ มันก็ใช้สติปัญญามันพิจารณาไปได้ทั้งนั้นแหละ เวลาครูบาอาจารย์ของเราที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลามันใช้ปัญญาไปแล้วมันปล่อยมันวางออกมา

มันปล่อยวางอารมณ์ มันไม่ได้ปล่อยวางกิเลส เพราะเอ็งยังไม่รู้จักกิเลส เอ็งยังไม่เห็นหน้ากิเลส เอ็งจะไปรู้เท่าทันกิเลสตรงไหน มันก็ปล่อยวางอารมณ์ไง ถ้ามันปล่อยวางอารมณ์ มันก็เหมือนทางจิตวิทยา ทางโลกเขาก็เป็นอย่างนั้น เขารู้หมดล่ะ จิตแพทย์ๆ เขายิ่งรู้เลยว่าจิตมันผิดปกติอย่างไร ถ้าจิตผิดปกติขึ้นมา เขาก็ให้ยาๆ ให้กลับมาเป็นปกติ ก็เท่านั้น เป็นปกติก็มีสุขหรือมีทุกข์ล่ะ มีสุขหรือมีทุกข์ก็มีอยู่ที่อำนาจวาสนาของคนมากน้อยขนาดไหน

ถ้าคนมีอำนาจวาสนาขึ้นมา ถ้ามันกลับมาปกติสุข มันกลับมาเป็นปกติได้ ถ้าเป็นปกติได้ เขาก็ควบคุมดูแลของเขา เขาดูแลของเขา เขาก็ไม่เป็นซ้ำสองซ้ำสามไง แต่ถ้าคนเขาเป็น ในทางกรมสุขภาพจิตไง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทยเป็นซึมเศร้า มีอาการบ้าง ไม่มีอาการบ้างอยู่ในจิตดวงนั้นน่ะ

แต่ถ้าเป็นธรรมะนะ มีร้อยทั้งร้อยเลย ร้อยทั้งร้อยเพราะอะไร เพราะมันมีอวิชชาคือความไม่รู้ เราไม่รู้ว่าเราเป็นอะไร เราไม่รู้ว่าจิตใจของเราสูงต่ำมากน้อยแค่ไหน แต่รู้สึกตัวนะ รู้สึกตัว มีทิฏฐิ มีมานะของแต่ละคนแตกต่างกันไปทั้งนั้นแหละ ถ้ามีทิฏฐิมีมานะแตกต่างของแต่ละคนแตกต่างกันไป มีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน ถ้ามีอำนาจวาสนาขึ้นมา เราใช้ปัญญา มันปล่อยวางๆ ปล่อยวางมาขนาดไหน ถามตัวเองสิ มันมีอะไรเกิดขึ้น ไม่เห็นมี

แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ นะ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นคือเห็นกิเลสแล้วจับกิเลสได้ เห็นกิเลสแล้วจับกิเลสได้ไง สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เทฺวเม ภิกฺขเว ทาง ๒ ส่วนไม่ควรเสพ ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา

ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา หมายความว่า มรรค ๘ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ มันเห็นตามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ เห็นอาการอย่างนั้น สิ่งนั้นเป็นชื่อ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นในหัวใจของพระอัญญาโกณฑัญญะนั่นต่างหาก

เวลามันเกิดขึ้นในหัวใจของพระอัญญาโกณฑัญญะ แล้วพระอัญญาโกณฑัญญะมีสติปัญญาตามเทศน์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันเกิดจักขุญาณ เพราะในธัมมจักฯ มันต้องมีกิจจญาณ มีสัจจญาณ มีการกระทำ มีสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวใจดวงนั้น ถ้ามีสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวใจดวงนั้น

สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงมันขาด นิโรธ

นิโรธเพราะอะไร

เพราะปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เวลาพระอัญญาโกณฑัญญะท่านเกิดเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ”

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่บอกว่าปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ รู้แล้วหนอ มีพระอัญญาโกณฑัญญะองค์เดียวไงที่รู้ขึ้นมา ที่รู้ขึ้นมาเพราะอะไร รู้ขึ้นมาเพราะมันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาไง

ดอกบัวมันมีการเคลื่อนไหว ดอกบัว ๘ กลีบมันบานขึ้น เบ่งบานขึ้นมาในหัวใจ มันสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา สัจจะความจริงทั้งผู้ที่ฟังเทศน์แล้วปฏิบัติอยู่นั้น สัจจะความจริงจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เทศนาว่าการอยู่นั้น ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา ดอกบัวมันเบ่งบานขึ้นมาเป็นสัจจะความจริงไง

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาด้วยมรรค ๘ ดอกบัวๆ ดอกบัวมันเป็นธรรมาธิษฐานที่เกิดขึ้นไง

เวลาบอกพระอาทิตย์ขึ้น อรุณขึ้น พระอาทิตย์เป็นแสงของพลังงานไปกระตุ้นให้ดอกบัวมันบาน แล้วดอกบัว เห็นไหม ในทางโลก

ศาสนาพุทธนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อยู่โคนต้นโพธิ์ ต้นโพธิ์เป็นสัญลักษณ์ในพระพุทธศาสนา ในการบูชาพระๆ ดอกบัว เขาบูชาพระ เราหาดอกบัว เรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา ทำบุญทำกุศลของเราไง เราบูชาพระๆ บูชาด้วยศรัทธา ด้วยความชื่นบาน สุดท้ายแล้วมันชุ่มชื่นในหัวใจของตน นี่เอาไว้บูชาพระ

ถ้าบูชาพระในทางเศรษฐกิจนะ วันไหนวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ดอกบัวจะขาดแคลน ดอกบัวมันจะแพงในวันพระ วันโกนนั่นน่ะ วันสำคัญทางพระพุทธศาสนามีคุณค่า มีคุณค่าเพราะคนเขาจะนำไปบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อบุญเพื่อกุศลของเขา

ทำบุญของเรานะ ตักบาตร นั่นเป็นปัจจัยเครื่องอาศัยดำรงชีวิต นี่ไง เราทำบุญของเรา

ภิกษุเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง ดำรงชีวิตไว้เพื่อศึกษาค้นคว้า ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้ดอกบัวบานท่ามกลางหัวใจของพระองค์นั้นๆ

เราทำบุญใส่บาตรไป เราได้บุญกุศลไปกับท่านไง

แล้วเราอยากบูชาพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราจะบูชาของเราด้วยดอกบัว ด้วยการเคารพบูชา ด้วยความชื่นบานในหัวใจของตน นั่นเป็นทางโลก

ทางธรรมๆ ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ครูบาอาจารย์ของเราอยู่ในป่าในเขาไง จะไปเอาธูปเอาเทียนที่ไหน จะไปเอาดอกบัวที่ไหน ครูบาอาจารย์ของเราท่านกราบด้วยหัวใจไง เคารพบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยหัวใจไง ถ้าไม่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เราบวชเป็นพระๆ ปัจจัยเครื่องอาศัยในบริษัท ๔ ในพระพุทธศาสนา เราได้บุญได้กุศล เราได้ดำรงชีพ เราได้ฝึกหัดปฏิบัติด้วยธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันมีบุญมีคุณล้นฟ้า ล้นฟ้าขึ้นมาแล้ว แล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เพราะอะไร

เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้สงฆ์ปกครองสงฆ์ ถ้าหมู่สงฆ์นั้นฝึกหัดปฏิบัติด้วยความดีงามขึ้นมา พระพุทธศาสนามีแต่ความร่มเย็นเป็นสุขไง

แล้วถ้าเขาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาในหัวใจของเขา เขาทำความสงบของเขาได้ไง ถ้าดอกบัวที่เขาหาของเขาได้พบไง มันก็เป็นสุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มีไง ดอกบัวตูมไง เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้มันเบ่งบานด้วยมรรค ๘ ไง ด้วยมัคโค ทางอันเอกในพระพุทธศาสนา มันมีแต่ความชื่นบานไปทั้งนั้นน่ะ

เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา เหงื่อไหลไคลย้อย ความเพียร ความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ มันทำไมจะไม่ทุกข์ไม่ยาก แล้วที่มันทุกข์มันยากขึ้นมาทุกข์ยากเพราะกิเลสมันขัดมันแย้ง กิเลสมันพลิกมันแพลงขึ้นมาในหัวใจของตนไง ถ้าขาดสติ ถ้าพลั้งเผลอ สมาธิก็เสื่อม เสื่อมแน่นอน

แล้วทำอย่างไรไม่เสื่อมล่ะ

ไม่เสื่อมก็ข้อวัตรปฏิบัติเป็นเครื่องอยู่ของใจไง คำบริกรรมของตนนี่ไง มีสติปัญญาทำความสงบของใจเข้ามาให้มันสงบสุขไง ถ้ามันสงบสุขขึ้นมาได้ มันจะฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาไง

ถ้ามันฝึกหัดปฏิบัติเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมานะ มันจะเข้าสู่ทางสายกลางพระพุทธศาสนาไง มันเป็นการเคารพบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการประพฤติปฏิบัติไง การปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบุญกุศลมากที่สุด

เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา นี่เป็นนักรบ

กองทัพๆ ที่เขารบกัน เขามีข้าศึกของเขา กองทัพๆ จะไปรบนะ เขาต้องมีฝ่ายส่งกำลังบำรุงของเขา ไอ้เราจะส่งหัวใจเราเข้าไปรบกับกิเลส กิเลสอยู่ไหนวะอะไรเป็นกิเลสวะ จะแสวงหาแต่ความดีงาม ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา จะให้คนเขาเคารพเขาบูชา แล้วก็น้อยเนื้อต่ำใจ มันไม่เป็นอย่างนั้นน่ะ

ครูบาอาจารย์ของเรานะ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านไม่ไปยุ่งกับใครนะ แต่เวลาท่านไป ลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นเยอะแยะ แล้วเคารพบูชาด้วยหัวใจทั้งนั้น เคารพบูชาด้วยหัวใจ เห็นไหม

หลวงปู่มั่นไปอยู่ที่ไหน ขึ้นไปอยู่เชียงใหม่ไง กลับจากเชียงใหม่มา มาอยู่หนองผือ หนานแดงๆ ที่อยู่เชียงใหม่ ส่งใบชา ส่งใบเมี่ยงนั่นน่ะมาถวายตลอด เขาเคารพ เขาบูชาของเขา

ครูบาอาจารย์ของเราเป็นนักรบๆ ก็รบกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน แล้วผู้ที่อุปถัมภ์อุปัฏฐากขึ้นมา เขาเห็นถึงบุญ เห็นถึงบุญกุศล เห็นถึงความอิ่มเอิบ เห็นถึงความสุขความสงบในหัวใจของครูบาอาจารย์ ท่านเป็นผู้สนับสนุนไง

นี่ก็เหมือนกัน ที่เราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา สิ่งนี้มันมีสมบูรณ์แบบ มีล้นเกิน ล้นเกินพอดี เราต่างหาก เราเห็นน้ำใจเขา บริษัท ๔

เรานักรบ เราเป็นภิกษุ เราเป็นบริษัทที่ออกหน้า ออกหน้าขึ้นมาก็ทำให้มันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา มันสมบูรณ์แบบในพระพุทธศาสนา บริษัท ๔ ไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฝากศาสนาไว้กับบริษัท ๔

แล้วนักรบๆ หลวงตาพระมหาบัวท่านเน้นย้ำเลย

“พระไม่ทรงศีลทรงธรรม ใครจะทรง”

บริษัท ๔ ไง ก็นักรบนี่ไง ถ้าทรงศีล ศีล จิตมันต้องมั่นคงสิ ศีล ถ้าจิตมันมั่นคง จิตมันมีหลักมีเกณฑ์ขึ้นมา ทำไมความเพียรจะเกิดขึ้นมาไม่ได้ ความเพียรมันเกิดขึ้นมา เกิดขึ้นมาจากศรัทธา เกิดขึ้นมาจากความเจาะจงจงใจที่จะฝึกหัดปฏิบัติ แล้วความเพียรมากน้อยขนาดไหน มันอยู่ที่วาสนาของผู้นั้น

ปฏิบัติง่ายรู้ง่าย เขาก็ได้สร้างสมบุญญาธิการของเขามา เราปฏิบัติยากรู้ง่าย ก็ยังดี ปฏิบัติยากรู้ยาก ก็ต้องเคี่ยวเข็ญของเราขึ้นมา

ในวงพระปฏิบัติ ทุกคนอยากฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้มีคุณธรรมในหัวใจของตน ไม่ต้องการบุญกุศลที่ไปเกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม ไม่ต้องการ เพราะเวลามันยืดยาว พระพุทธศาสนา ๕,๐๐๐ ปี

ดูสิ ในกึ่งกลางพระพุทธศาสนา ในปัจจุบันนี้ประพฤติปฏิบัติไปอีลุ่ยฉุยแฉก เขาหาดอกบัวท่ามกลางหัวใจของตัว ก็ไปมีแต่ดอกตำแย มีแต่สิ่งที่ทำให้คันคะเยอ มีแต่ออกลู่นอกทาง

สิ่งที่จะเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ทางจงกรมนั่นไง ที่นั่งสมาธิภาวนานั่นไง พระปฏิบัติขึ้นมาเขาแสวงหาสิ่งนี้ แสวงหาสิ่งนี้ด้วยฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาไง แล้วเวลาอยู่ในป่าในเขา ๒๔ ชั่วโมง ๒๔ ชั่วโมงนี้เป็นเวลาภาวนาทั้งนั้นนะ

ครูบาอาจารย์ที่ดีงามท่านไม่เหมือนพระธุดงค์ที่จะไปมีของขลังร้อยแปดพันเก้า ธุดงค์อย่างนั้นธุดงค์ในวัฏฏะ ธุดงค์ที่ยังเกี่ยวข้อง ครูบาอาจารย์เราสั่งห้ามเด็ดขาด ห้ามเด็ดขาด

ธุดงค์ไปเพื่อหาใจของตัว หาถิ่นกำเนิดในหัวใจนี้ หาถิ่นกำเนิดในหัวใจ

ถ้ามันสงบระงับเข้ามานะ สาธุ มันมีความชื่นบานในหัวใจของตน แล้วฝึกหัดปฏิบัติของตนให้มันมากขึ้น ถ้าฝึกหัดปฏิบัติของตนให้มากขึ้น สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน

สมถกรรมฐานคือทำความสงบสุขของใจให้ได้ ทำความสงบสุขของใจให้ได้ มันก็ใช้สติปัญญาของเราเต็มหัวใจ สติปัญญาเต็มหัวใจนั้น

เพราะเรายังหาหัวใจของตนไม่ได้ หาหัวใจของตนไม่เจอ ก็ต้องพยายามหาหัวใจของตนให้เจอ

หลวงปู่มั่นจะถามทุกที จิตเป็นอย่างไรๆ

ถ้าจิตเป็นอย่างไรแล้ว ท่านจะเริ่มต้น จิตเป็นอย่างไร ก็ต้องให้มันมีกำลัง แล้วมีสติปัญญาคอยตรวจสอบ จิตมันเสวยอารมณ์ จิตเสวยอารมณ์ เวลามันเสวย เสวยอย่างไร ความคิดเกิดอย่างไร

เวลาพิจารณากาย เวลาเห็นกาย เห็นกายในสภาพใด อยู่ที่อำนาจวาสนาของคนนะ เห็นกายโดยนิมิตก็เห็นได้ เห็นกายโดยจิตเห็นก็ได้ ได้ทั้งนั้น แต่มันต้องเป็นข้อเท็จจริง งานชอบ งานชอบ งานในอะไรก็ได้ งานในอะไรก็ได้ เพราะอะไร

เพราะเราเกิดมาเป็นปุถุชนคนหนา ปุถุชนคนหนาจับต้องสิ่งใดไป สงสัยไปทั้งสิ้น สงสัย สนเท่ห์ มันเป็นอย่างนี้หรือ เป็นอย่างนี้จริงหรือ เห็นอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วถ้าไม่มีวาสนา อย่างน้อยก็แช่อยู่ตรงนั้นน่ะ อย่างมากก็เตลิดเปิดเปิงไป เดี๋ยวก็เจริญแล้วเสื่อม แล้วก็มีแต่สัญญาอารมณ์ที่เอามาฟาดฟันกัน ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย

เวลาจะเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา เงียบ เป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา เห็นไหม

จะรักษาใจให้มันตั้งมั่น รักษาใจให้ตั้งมั่น สิ่งใดที่กระทบ มันพลุ่งพล่านไปหมด เวลาไปอยู่ป่าอยู่เขาก็เหตุนี้แหละ เหตุที่ว่าไม่ให้มันพลุ่งพล่านไปทั่ว

แล้วไปอยู่คนเดียวระวังความคิดของตัว ถ้าความคิดของตัว ถ้ามีสติปัญญาเท่าทันความคิดของตน มันก็หยุดคิดไง เอ๊อะ!

เวลามันคิดๆ คิดรักตัวกลัวตาย คิดลำบากลำบน คิดอยู่นั่นแหละ เวลามันหยุด กลับไม่รู้ เวลามันคิดน่ะมันแบกโลก แบกกิเลสตัณหาความทะยานอยาก แบกความต้องการของตัว ความต้องการของตัวมันเกินพอดี

พอดีเพราะฉันมื้อเดียวไง ฉันแล้วมันต้องการอะไรอีก ผ้ากาสาวพัสตร์ ไตรจีวร เราก็เอามาเอง กลดก็มี โคนไม้ก็มี น้ำท่าเยอะแยะไปหมด มันขาดอะไร

มันขาดสติ มันขาดความเท่าทันอารมณ์ความรู้สึกของตน ถ้ามันเท่าทันอารมณ์ความรู้สึกของตน มันก็หยุดคิดไง หยุดคิดขึ้นมาก็ โอ้โฮ! มันมหัศจรรย์ มันเลอเลิศ

เริ่มต้นน่ะ ชาวนาชาวไร่เขาจะทำไร่ไถนาของเขา เขาต้องปรับพื้นที่ของเขา ไอ้นี่ของเรา เราจะฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา อะไรปฏิบัติ เอาสมองนี้ใช่ไหม เอาที่หูตานี้มันเห็นอายตนะ เห็นนี้ปฏิบัติใช่ไหม

เขาเอาใจปฏิบัติ

แล้วใจปฏิบัติ ใจอยู่ไหนล่ะ

เวลาถ้ามันหยุดคิด หยุดคิดนั่นก็คือใจ แต่หยุดคิดแล้วทำอย่างไรต่อ หยุดคิด มันก็คิดอีก เดี๋ยวก็คิดแล้ว เพราะอะไร เพราะกิเลสมันเผลอ ให้มันหยุดได้ เดี๋ยวมันก็คิดต่อ มันไม่มีอะไรเจริญงอกงามขึ้นมาเลย

เจริญงอกงามขึ้นมานะ มันต้องเป็นบุคคล ๔ คู่ เวลาบุคคล ๔ คู่ เห็นไหม คนคนหนึ่งเปลี่ยนชื่อถึง ๘ ครั้งใช่ไหม นาย ก. นาย ข. นาย ค. นาย ง. นาย ก.

นี่ก็เหมือนกัน จากปุถุชนเป็นกัลยาณชน โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ บุคคล ๔ คู่

บุคคล ๔ คู่ ธรรมะดอกบัว ดอกบัวมันจะงดงามในหัวใจของผู้ที่ปฏิบัตินั้น ผู้ที่ปฏิบัตินั้นไง

เราปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เวลาเรารู้ เรารู้ขึ้นมาด้วยสติด้วยปัญญาของเราเอง ถ้าเรารู้ขึ้นมาด้วยสติด้วยปัญญาของเรา ถ้ามันถูกต้องชอบธรรม ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาคือดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ

ถ้างานมันชอบ งานในอะไร

งานในฝึกสติก็งานอย่างหนึ่ง งานในทำสมาธิก็เป็นงานอย่างหนึ่ง งานในการทำสมถะก็เป็นงานอย่างหนึ่ง งานในวิปัสสนาก็เป็นปัญญาในมรรค ๘ ไง ปัญญามันหลากหลายร้อยแปดพันเก้า มันหลากหลายร้อยแปดพันเก้าเพราะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์แบบหรือไม่

ถ้ามีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์แบบ มันก็ควบคุมใจของตนให้สงบระงับเข้ามาได้ ถ้าสงบระงับเข้ามาได้ เราฝึกหัดใช้ปัญญานะ เราพยายามน้อมไปให้มันรู้มันเห็น ถ้ามันรู้มันเห็นโดยจิต มันสะเทือนใจแน่นอน

แต่ถ้ามันรู้มันเห็นโดยสมมุติบัญญัติไง โดยจินตนาการไง มันส่วนใหญ่เป็นอย่างนั้น โดยจินตนาการ โดยจินตนาการอย่างนั้นมันปัญญาอบรมสมาธิ เพราะมันจินตนาการในพระพุทธศาสนา

แต่เวลาจิตมันสงบระงับ ถ้ามันน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นกาย เห็นกายมันก็สะเทือน สะเทือนกิเลส

เห็นเวทนา เวทนาไม่ใช่เรา เราไม่ใช่เวทนา ถ้ามันเห็นเวทนา มันจับเวทนา แต่มันก็ยังละเวทนาไม่ได้

เห็นจิตๆ จิตเศร้าหมอง จิตผ่องใส

เห็นธรรมๆ เห็นธรรมคือธรรมารมณ์ อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดนี่แหละ ความคิดๆ มันเป็นอารมณ์ แต่เพราะมีสมาธิ มันจับได้ มันถึงเป็นธรรมไง

ถ้าไม่มีสมาธิ ความคิดนั้นมันก็ยิ่งใหญ่ ความคิดมันก็ขี่หัวเราไง ถ้าเราเท่าทัน เท่าทันเพราะอะไร เพราะจิตมันสงบไง จิตมันสงบแล้วมีกำลังขึ้นมา ถ้ามันเห็นสติปัฏฐาน ๔ ไง ถ้าเห็นสติปัฏฐาน ๔ แล้วมันจะยกขึ้นสู่วิปัสสนาไง

นี่มันเป็นความดีงามของผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติ

เพราะการฝึกหัดปฏิบัติ ที่ว่าจิตเป็นนามธรรมๆ สิ่งที่เป็นนามธรรม เราก็ดูแลรักษา ทำความสงบเข้ามา จนจิตมันเป็นสัมมาสมาธิ จิตเป็นสัมมาสมาธิคือโพธิ คือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน โพธิ แล้วทำอย่างไรให้โพธิมันเจริญก้าวหน้า

โพธิมันเจริญก้าวหน้าได้ มันต้องฝึกหัดให้มันบริหารจัดการในตัวของมัน เวลามันจะบริหารจัดการในตัวของมัน ถ้ามันเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นสติปัฏฐาน ๔ มันมีระหว่างกิเลสกับธรรม

กิเลสคือความเคยชินในใจของตน กิเลสคือตัณหาความทะยานอยากที่มันฝังรากลึกอยู่ในใจดวงนี้ แต่ไม่มีใครเคยเห็นรู้เคยเห็นมัน เว้นไว้แต่ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริง

ถ้าตามข้อเท็จจริงขึ้นมา มันเป็นความวิริยะ ความอุตสาหะของบุคคลคนนั้น แล้วครูบาอาจารย์ ท่านหวังอย่างนี้ หวังธรรมทายาท

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้สงฆ์ปกครองสงฆ์

สงฆ์ที่ดีงาม สงฆ์ที่ฝึกหัดปฏิบัติเป็นธรรมจะฝึกหัดปฏิบัติเยาวชน สิ่งที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้มันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา ถ้าเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา ในสมัยพุทธกาลไง สามเณร ๗ ขวบเป็นพระอรหันต์

เยาวชน ลูกศิษย์พระสารีบุตรไปบิณฑบาตกับพระสารีบุตรไง เห็นเขาดัดคันศรไง

คันศรมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต

ไม่มี เขาใช้ไฟลนแล้วดัดให้มันตรงเพื่อเป็นคันศร

อีกองค์หนึ่งไปเห็นไง เขาชักน้ำเข้านา

น้ำมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต

ไม่มี แต่เขามีวิดน้ำเข้านาของเขา

นี่เวลาเห็น เขาเปรียบเทียบ เปรียบเทียบเพราะอะไร เขาเปรียบเทียบ เพราะสามเณรทำความสงบของใจได้ สามเณรอุปัฏฐากพระสารีบุตร พระสารีบุตรแสดงธรรมๆ

แล้วคนที่มีวาสนาไง ถ้าคนมีวาสนา พระสารีบุตรเป็นปัญญาวิมุตติ ปัญญาวิมุตติแสดงธรรมด้วยปัญญาญาณ เวลาผู้ที่อยู่รอบข้างพยายามฝึกหัดปฏิบัติของตนขึ้นมา ถ้าใจมันฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มันก็หยุดคิดไง หยุดคิด หยุดคิด หยุดคิด

เวลาไปเห็นผลกระทบจากภายนอก อายตนะมันเห็นไง อายตนะมันเห็น มันก็น้อมเข้ามาในใจของสามเณรน้อยนั่นไง พอสามเณรขึ้นมา มันเกิดอาสวักขยญาณไง มันเกิดมัคโคไง

นี่ไง ดูสิ พระอัญญาโกณฑัญญะไง สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องดับไป สามเณรน้อยพิจารณา พิจารณาถึงเขามีรหัทวิดน้ำเข้านา แล้วดอกบัวของเราที่มันเกิดขึ้นมา มันจะจัดการกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากอย่างไร มันพิจารณาของมันไป เห็นไหม นี่ถ้าคนฝึกหัดใช้ปัญญา

ปัญญาภายนอก ภายนอก ถ้าจิตมันสงบ ภายนอก เวลามันกระทบ โอ้โฮ!

เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านฝึกหัดปฏิบัติ ใบไม้ร่วง ใบไม้หลุดจากขั้ว แล้วกิเลสมันหลุดจากใจไหม ถ้ากิเลสมันหลุดจากใจ ใบไม้ร่วงจากขั้วปลิวลงมาสู่พื้นดิน

เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา กิเลสมันยุบมันยอบไปบ้างหรือไม่ สิ่งในหัวใจของตน มันมีสิ่งใดเป็นข้อเท็จจริงว่าเห็นกิเลส

เห็นจริงๆ นะ

เราฟังผู้ที่แสดงตนว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ “กิเลสเป็นนามธรรม จะรู้จักมันได้อย่างไร”

โอ๋ย! ฟังแล้วเศร้า

ถ้ากิเลสมันเป็นนามธรรม จะรู้ได้อย่างไร ก็แสดงว่าไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นไง แต่ปากแจ้วๆๆ นะ อ้างตัวว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่

มันจะยิ่งใหญ่ไปไหน มันอยู่ใต้กิเลส มันก็เดินต้อยๆๆ ตามกิเลสนั้นไปไง เทศนาว่าการมันก็เอาอารมณ์ของตนน่ะ อารมณ์ดิบๆ อย่างนั้นน่ะ แล้วจะให้คนเขาเชื่อถือศรัทธา มันเป็นไปได้อย่างไร มันเป็นไปแต่คนที่อ่อนด้อย คนที่มีวุฒิภาวะต่ำต้อยฟัง ชอบอย่างนั้นน่ะ

แต่ถ้าเป็นคนที่มีวาสนา ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันต้องมีเหตุมีปัจจัยทั้งนั้น เวลาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันเกิดจากอะไรล่ะ

เกิดจากเวรจากกรรมของเรานะ ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม ท่านไม่เคยน้อยเนื้อต่ำใจสิ่งที่กระทำมาทั้งนั้น เพราะมันเป็นอดีต แก้ไม่ได้

อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อดีตอนาคตแก้กิเลสไม่ได้ แต่รู้หมดตั้งแต่พระเวสสันดรไป แล้วรู้ด้วยว่าถ้าไม่สำเร็จเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเป็นอะไรต่อไป แต่เวลาอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาดับที่นี่ ไม่มีเชื้อไข มันจะไปไหน มันจะไปไหน

ก็มันเป็นอดีต อดีตที่ได้สร้างได้สมมา อย่างเช่น วันนี้ทำอะไรผิดหรือถูก พรุ่งนี้ก็เป็นอดีตไปแล้ว แล้วพรุ่งนี้จะทำอะไรต่อ ก็ทำระยำหยำเปของตัวเองต่อไปไง เพราะมันระยำตำบอนมาตลอดเวลาไง

แต่ถ้ามีสติหยุด ไม่ทำระยำตำบอนอีกแล้ว จะอยู่ในศีลในธรรม

พระไม่ทรงศีล ใครจะทรง แล้วฝึกหัดปฏิบัติไปให้มันทรงธรรม ถ้ามันทรงธรรมขึ้นมา เราไม่ต้องไปหวั่นไหวกับอะไรเลย มันเรื่องของเขา เรื่องของเรา เรารู้เราเห็นอะไรเป็นตามความเป็นจริง

ถ้ามันรู้มันเห็นนะ พิจารณาแล้วพิจารณาเล่า ถ้าเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา พิจารณากาย พิจารณาเวทนา พิจารณาจิต พิจารณาธรรม เวลามันขาด นิโรธ มันดับทุกข์จริงๆ

“อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ รู้แล้วหนอ”

เพราะกิเลสมันขาดไง สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส แล้วผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัตินั้นมันซาบซึ้งใจมาก

ความเห็นน่ะ ความเห็นตัณหาความทะยานอยาก สมุทัยที่มันฝังอยู่ในใจนั้นน่ะ เวลามันขาดไป มันรู้ขึ้นมาโดยข้อเท็จจริงเลย แล้วรู้โดยข้อเท็จริงแล้ว แล้วรู้อีกด้วย เกิดอีก ๗ ชาติ ทำไมถึงเกิดอีก ๗ ชาติ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ไม่เกิด เพราะพญามารมันสิ้นไป

ไอ้นี่แค่หลานมันไง สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส สังโยชน์ ๓ พระอรหันต์สังโยชน์ ๑๐

แล้วว่าตัวเองมีธรรมๆ มีธรรมเพราะอะไร

คำว่า มีธรรม ก็กิเลสมันยุบยอบไป กิเลสมันตายไปเป็นชั้นเป็นตอน ลูกหลานมันไง นั่นแค่หลานมันนะ แค่หลานมัน แต่เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาก็ทุ่มเททั้งนั้นหัวใจทั้งนั้นน่ะ

ธรรมะดอกบัว ธรรมและวินัยมันจะบานในหัวใจดวงนั้น พระโสดาบัน สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส มันจะไปกะล่อนปลิ้นปล้อนตรงไหน ไม่มี เพราะอะไร

เพราะสติมันสมบูรณ์นะ สติมันสมบูรณ์แบบของมัน สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส มันไม่ลูบไม่คลำไง ไม่ลูบไม่คลำเพราะอะไร

ไม่ลูบไม่คลำ ธรรมและวินัยเป็นศาสดา คำว่า ศาสดา” นั้นเป็นหนทางในการฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไป จะเบ่งบานเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป บุคคล ๔ คู่ มันถนอมดูแลรักษาล้านเปอร์เซ็นต์

ล้านเปอร์เซ็นต์เพราะอะไร

ล้านเปอร์เซ็นต์เพราะเวลาเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลามันสงบนี่ก็แสนยาก สงบแล้วก็รักษาไว้ยิ่งยาก การรักษาใจรักษายากที่สุด

นี่ไง รักษาอะไรล่ะ

มีทองมีเพชรก็เก็บไว้ในเซฟ มีเงินมีทองก็ฝากธนาคาร แล้วจิตที่มันสงบ เดี๋ยวมันก็คลายออก แล้วถ้ามีกิเลสตัณหาความทะยานอยาก อยากได้ อยากดี อยากเป็น อยากไปทุกอย่างเลย มันก็พรั่งพรูออกไปหมดน่ะ แล้วมันจะสงบอย่างไร

สงบ มันไม่เสวยอารมณ์ไง มันไม่พรั่งพรูออกไปตามข้างนอกไง

สมาธิรักษาอย่างไรล่ะ

เวลาครูบาอาจารย์ท่านฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มันถึงว่าชำนาญในวสีไง

ถ้ามีศีลไง มีศีลก็รักษาหัวใจของตนให้มั่นคงไง ถ้ามีศีลรักษาใจให้มั่นคง

สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา มันเป็นอนัตตา มันรักษาไว้ไม่ได้หรอก สิ่งที่รักษาได้เพราะมีเหตุ มีพุทโธ มีปัญญาอบรมสมาธิ มันก็สงบ เดี๋ยวมันก็เสื่อม แต่เวลาพิจารณาไป เวลามันขาด อกุปปธรรม อะไรจะเสื่อม มีอะไรเสื่อม อีก ๗ ชาติ เรารู้แน่นอน นางวิสาขาอีก ๗ ชาติ แล้วอีก ๗ ชาติจะหมดกิเลสไป ถ้าฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริง

ครูบาอาจารย์ของเราไง เวลาอบรมบ่มเพาะ ถ้าพาดกระแส ถ้านิโรธดับทุกข์ตรงนี้ได้ อ้าว! วางใจได้แล้ว ต้องถึงที่สุดแห่งทุกข์แน่นอนในอนาคต

แต่ถ้ายังเริ่มต้นกันไม่ได้นี่เลย ละเมอเพ้อพก เขาธรรมะดอกบัว ของเอ็งมันเป็นตำแย มันเป็นเรื่องโลกียะ เรื่องโลก เรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์กับการประพฤติปฏิบัติ แต่ก็อ้างอิงไปตามกิเลสที่มันครอบงำหัวใจ

ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติ ฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริงนั้น เราจะสร้างความงอกงามขึ้นมาในหัวใจของตน ความงอกงามในหัวใจของตนมันต้องมีสภาวะแวดล้อมที่ดีงาม

สภาวะแวดล้อมที่ดีงาม เวลาครูบาอาจารย์ท่านดู ท่านดูสภาวะแวดล้อมที่ดีงาม อารมณ์ความรู้สึกในหัวใจอันนั้นน่ะมันแน่นอน มันไม่ปลิ้นปล้อน

ไม่ปลิ้นปล้อนเพราะอะไร

มันไม่ผิดศีลไง

เพราะศีลคือศาสดา ศีลคือหนทางในการปฏิบัติไป

ฉะนั้น ถ้าสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส มันไม่ลูบไม่คลำ ลูบคลำไม่ได้ ถ้าลูบคลำ มันก็ไม่สีลัพพตปรามาสไง มันกิเลสล้วนๆ ไง มันเป็นไปไม่ได้ไง มันเป็นไปไม่ได้

ถ้ามันเป็นล่ะ

สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส มันไม่ลังเล มันร้อยเปอร์เซ็นต์ มันถึงเป็นอกุปปธรรม มันถึงว่าไม่ใช่อนัตตาและไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่อนัตตาเพราะมันเสื่อมสภาพอีกไม่ได้แล้ว มันไม่ใช่อัตตา เพราะอะไร เพราะสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส มันขาดไปจากใจ แล้วถ้ามันมีอำนาจวาสนาของมันขึ้นมา มันก็จะทำให้เจริญงอกงามขึ้นไป

ธรรมะดอกบัว ไม่ใช่ธรรมะตำแย ไม่ใช่ธรรมะของมาร ไม่ใช่ธรรมะของกิเลสที่ปฏิบัติบูชากิเลสๆ

เขาปฏิบัติเพื่อฆ่ากิเลสนะ

เวลากิเลส เห็นไหม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ทำไมพญามารมันดิ้นพราดๆๆ ล่ะ

แล้วก็บอก ไม่ต้องทำ มันมีอยู่ดั้งเดิม

หา?

ดั้งเดิมก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะต่อไป ถ้าทำบุญๆ ทำบุญก็เกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม เทวดานี่แหละ สร้างบุญสร้างกุศลไปเกิดเป็นเทวดา แล้วถ้าสร้างบุญสร้างกุศลจะเกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นมนุษย์เพื่อฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้มีจริตนิสัยที่จะฝึกหัดปฏิบัติต่อเนื่องนี้ไป

ถ้าอำนาจวาสนาของเราอ่อนแอลง มันไม่เชื่อเรื่องศาสนาไง มรรคผลนิพพานไม่มี ปฏิบัติให้มันทุกข์มันยาก ปฏิบัติไปไม่ได้ เดี๋ยวมันจะบ้า ไม่มีอะไรที่ทำได้เลย อ้างไปร้อยแปดพันเก้า อ้างว่า แล้วก็อ้างต่อไป อ้างให้เพื่อจะเหลวไหลไปข้างหน้า

ถ้ามีวาสนานะ ขอให้ครูบาอาจารย์ชี้นำมา ทุ่มเททั้งชีวิต ชีวิตนี้สละได้หมดล่ะ เพื่อจะเอาความจริงอันนั้น

แล้วถ้าพอได้ความจริงอันนั้นแล้ว มันเคารพบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยหัวใจ ถ้ามันเคารพบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยหัวใจ พยายามทำความสงบของใจให้มากขึ้น เพราะอะไร

เพราะภาวนาเป็น คนที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาจนถึงนิโรธ มันภาวนาเป็นแล้ว มันพาดกระแสแล้ว พอพาดกระแสแล้ว เห็นไหม

แต่เดิมเราเป็นปุถุชนคนหนา เหมือนอยู่กลางทะเล เท้ามันไม่ถึงฝั่ง เท้าไม่ถึงน้ำ มันตีน้ำอยู่อย่างนั้นน่ะ มันพลิกแพลงอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วมันก็มีพวกสัตว์น้ำที่คอยเข้ามาทำร้ายอยู่ตลอดเวลาไง

เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าพาดกระแส หมายถึงว่า เข้าถึงฝั่ง เท้าเหยียบพื้น เหยียบพื้นที่หัวใจ ใจคือภพ ใจคือที่รู้ที่เห็น แล้วถ้ามันภาวนามันเป็นของมันไง ถ้ามันภาวนาเป็นของมัน มันรู้อยู่แล้ว เพราะกว่าที่มันจะสมุจเฉทปหาน นิโรธ ดับทุกข์ สมาธิก็เจริญแล้วเสื่อม ฝึกหัดใช้ปัญญาแล้วมันก็ลุ่มๆ ดอนๆ

ลุ่มๆ ดอนๆ เพราะอะไร

เพราะกองทัพกิเลสกับกองทัพธรรมเข้าประหัตประหารกัน กองทัพกิเลส กองทัพกิเลสคือว่า มรรค ๘ ธรรมจักร จักรที่มันเคลื่อน โอ๋ย! มันมหัศจรรย์ มันพิจารณาของมันไปนะ โอ้โฮ! กิเลสมันวิ่งหนีเลยนะ กิเลสมันวิ่งหนี วิ่งหลบวิ่งซ่อนน่ะ มันรอให้เราเพลิดเราเพลิน

พอเราเพลิดเราเพลินขึ้นมานะ พอกำลังสมาธิมันอ่อนลงไง ธรรมจักรก็กลายเป็นกงจักร เวลาเป็นกงจักรแล้ว ทีนี้ก็อีลุ่ยฉุยแฉก แล้วถ้าไม่มีครูบาอาจารย์คอยให้กำลังใจนะ มันอยู่แค่นั้นแหละ แล้วมีแต่อาการเสื่อม เพราะ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา

แต่เรามีสติมีปัญญาของเรา เราพิจารณาของเรา กลับมาทำความสงบของใจให้ได้ ทำความสงบของใจแล้วกลับไปใช้ปัญญาของตนให้ได้ พอใช้ปัญญาของตน ธรรมจักรมันก็เคลื่อนออกไปไง สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งทั้งหลายทั้งปวง พิจารณาไปแล้วเวลามันนิโรธ ดับหมด แล้วมันดับไปแล้วเป็นบุคคลคู่ที่ ๑ เป็นคู่ เห็นไหม พอมันดับ แล้วทำอย่างไรต่อ คู่ที่ ๒ ก็ต้องเริ่มต้นใหม่

นี่ไง ว่ามีมรรค เรามีสติมีปัญญา เราใช้สติปัญญาไปเลย

ปัญญาอะไรวะ

กิเลสอย่างหยาบ กิเลสอย่างกลาง กิเลสอย่างละเอียด ละเอียดสุด เทคนิคพลิกแพลงของมันจะลึกลับซับซ้อน

เริ่มต้นจากปุถุชนคนหนา ทำสมาธิได้ เขาเรียกกัลยาณชน กัลยาณชนเพราะทำสมาธิเป็น เคยทำแล้วมันเสื่อม เสื่อมแล้ว ถ้ามีอำนาจวาสนาขึ้นมา มันก็ทำให้เข้ามาเป็นสัมมาสมาธิ

รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร เวลาทำสมาธิไง รูป รส กลิ่น เสียง มันก็เป็นแรงดึงดูดหัวใจที่ให้มันระหกระเหินอยู่นี่ไง

แล้วถ้ามีสติมีปัญญา ที่ว่าปัญญาอบรมสมาธิๆ ปัญญามันเท่าทัน รูป รส กลิ่น เสียง มันก็เก้อๆ เขินๆ อยู่ข้างนอกนี่ไง ถ้ารูป รส กลิ่น เสียง มันเก้อๆ เขินๆ มันก็หยุดคิดไง

ถ้าพุทโธๆ ถ้ามันสงบเข้ามา รูป รส กลิ่น เสียง มันกระชากลากไปไม่ได้ไง กระชากลากไปไม่ได้ ทำด้วยความชำนาญของตน พยายามชำนาญของตนบ่อยครั้งเข้าๆ จะเป็นกัลยาณชน

แล้วจะนอนตายอยู่นี่ใช่ไหม

นิพพานคือความว่าง นิพพานมันนิพพานแล้ว

มันอยู่ที่บุญและบาปของคน ถ้าคนที่มีบุญกุศลนะ ไม่เชื่อ ไม่เชื่อแล้วต้องตรวจสอบ ตรวจสอบแล้วทะนุถนอมดูแลรักษา ดูแลรักษาขึ้นมา เห็นไหม ถ้ายกขึ้นสู่สติปัฏฐาน ๔ ปฏิบัติแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนา พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง นี่จะเป็นโสดาปัตติมรรค

มรรคไม่เกิดตรงนี้ มรรคมันไม่ได้เกิดตรง อู๋! ใช้ปัญญาไปเลย ปัญญา

นั่นปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาเพื่อสงบระงับ ไม่ใช่ปัญญาฆ่ากิเลส ถ้าไม่มีสติปัญญา มันก็ไม่เท่าทันอารมณ์ความรู้สึกของตน ถ้าเราเท่าทันความรู้สึกของตน มันก็ฉลาด มันก็ไม่โง่คิด

มันฉลาดหยุด กับโง่คิด

ถ้ามันฉลาดหยุด หยุดแล้ว หยุดแล้วได้อะไรต่อ

หยุดแล้วก็ทำให้มันฉลาด หยุดบ่อยๆ บ่อยครั้งเข้า แล้วเวลาฉลาดแล้วหยุด

แล้วถ้ามันโง่ล่ะ

มันก็จะคิดต่อไง ถ้าคิดต่อ ถ้ามันมีอำนาจวาสนา ถ้ามันหยุดบ่อยจนมีกำลัง เวลาจะคิดก็จับ มับ! จิตเห็นอาการของจิต จิตเห็นธรรมารมณ์ เพราะจิตมันสงบ มันจับอาการ มันก็เป็นธรรมารมณ์ มันก็เป็นโสดาปัตติมรรค แล้วถ้าพิจารณาไปแล้วไปเล่าๆ พิจารณาไปแล้วไปเล่า มันไม่มีอะไร มันปล่อยก็ปล่อย แล้วปล่อยอะไรล่ะ

แต่เดิมปัญญาอบรมสมาธิมันใช้ปัญญาเพื่อหยุดคิด ถ้าหยุดคิดจนจิตมีกำลังแล้ว ถ้ามันเห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นความคิด เห็นความคิดโดยธรรมารมณ์ เพราะจิตมันสงบ

ถ้าจิตไม่สงบ มันเห็นความคิดเลื่อนลอย เห็นความคิดเป็นเงา แล้วปล่อยเงา ปล่อยเงาก็สงบไง

ถ้าเป็นความจริงๆ ขึ้นมาไง ถ้าเป็นความจริงขึ้นมา พอจิตสงบแล้ว ถ้ามันรู้มันเห็น นี่คู่ที่ ๑ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล เวลามันนิโรธ ดับด้วยมรรค ๘ งานชอบ งานในทำความสงบชอบ งานในการใช้ปัญญาชอบ มันมีกิจจญาณ มีการกระทำ ไม่ใช่เพ้อเจ้อ เพ้อฝัน เพ้อพก แล้วก็ขยับเขยื้อนก็เป็นธรรมๆ ไปหมด

ขยับเขยื้อน มันเป็นกิริยา มันเป็นอาการที่น่ายกย่องสรรเสริญ น่ายกย่องสรรเสริญเพราะเรามาเคลื่อนไหวเพื่อความสงบสุข ด้วยสติและด้วยปัญญา

ครูบาอาจารย์ของเราที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เดินทั้งวันทั้งคืน เดินทั้งปีทั้งชาติทั้งนั้นน่ะ เดินด้วยความอาจหาญนะ เดินด้วยความสงบสุข เดินด้วยความเป็นนักรบ

ถ้าเป็นเปรต มันเหยาะๆ แหยะๆ แล้วเผลอ มันก็แอบนอน แล้วมันก็บอกว่ามันต้องการเวลาภาวนา

มันหน้าไหว้หลังหลอก มันไม่ใช่ธรรมะดอกบัว

ธรรมะดอกบัว ชื่นชม ชื่นบาน ทำด้วยความอาจหาญ กล้าหาญ กล้าหาญกับนามธรรม กล้าหาญกับความคิด กล้าหาญกับความทุกข์

แล้วพิจารณาว่า ทุกข์ควรกำหนด สมุทัยควรละ แล้วเวลามันนิโรธมันดับ มันทุกข์หายหมดเลย แล้วสุขอย่างไร

วิเวก วังเวง สติสัมปชัญญะสมบูรณ์แบบ มีความอบอุ่นในหัวใจของตน

สิ่งที่เป็นความสงบสุขในใจของตน แล้วสงบสุขประกาศท่ามกลางหัวใจ ประกาศท่ามกลางหัวใจ เห็นธรรมโดยข้อเท็จจริง แล้วเห็นธรรมโดยข้อเท็จจริงนะ ไม่สีลัพพตปรามาส ไม่ลูบไม่คลำ ไม่ลูบไม่คลำ ศีลนี่ปกป้อง ศีลนี่ผิดไม่ได้เลย ถ้าผิด มันเป็นเรื่องกิเลส เพราะถ้าผิดศีล กิเลสมันขย่มเลย “ไหนว่ามีธรรม ไหนว่าเป็นนักปฏิบัติ ไหนว่านะ” แล้วมันก็ละอาย มันก็กังวล มันกังวลแล้วทำความสงบได้อีกไหม

บุคคลคู่ที่ ๒ นะ บุคคลคู่ที่ ๒ มันต้องมีเหตุยกขึ้นสู่บุคคลคู่ที่ ๒ ไม่ใช่ว่าคู่ที่ ๑ จบ มรรคสามัคคี มรรครวมเป็นสัจธรรม สมุจเฉทปหาน ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ พร้อมกันทั้งหมด ดับหมด แล้วสร้างอะไรต่อ

มรรค มรรคจบไปแล้ว เพราะมรรคสมุจเฉทปหาน ทำให้สังโยชน์ขาด ขาดด้วยธรรมจักรนั้น มันไปพร้อมกันหมด ถ้าไม่พร้อมกันหมด ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ นี้เป็นฝ่ายเหตุ นิโรธดับทุกข์นี้เป็นฝ่ายธรรม มันต้องไปพร้อมกัน

นี่ไง มันไม่ใช่คิดข้างเดียว คิดคนเดียว คิดเองเออเอง มันต้องมีกิเลส ต้องมีกับธรรม ไม่ใช่ปฏิบัติธรรม เฮ้ย! บรรลุธรรม รู้ธรรม เห็นธรรม

พูดอยู่คนเดียวนั่นน่ะ เหมือนคนบ้า

แต่ถ้าเป็นจริงนะ กิเลสดิ้นต่อหน้า มันมียถาภูตัง เกิดญาณทัสสนะ เกิดสัจจะ เกิดความจริง มันไม่ใช่อารมณ์ที่ว่าพอใจ ที่มันพอใจในการปฏิบัตินั้น ไม่ใช่ มันสมบูรณ์แบบไปด้วยมรรคด้วยผล

ยกขึ้นสู่บุคคลที่ ๒ พุทโธต่อเนื่อง ปัญญาอบรมสมาธิให้มันละเอียดขึ้น แล้วมันจะละเอียดขึ้น เพราะมันจะไปจับก็สติปัฏฐาน ๔ นี่แหละ แต่เป็นสติปัฏฐาน ๔ ละเอียดรอบคอบ คนละเรื่อง ไม่อย่างนั้นมันจะมีหลานกิเลสหรือ มันจะมีลูกกิเลสหรือ มันจะมีพ่อมีแม่มันหรือ มันจะมีพญามารหรือ

นี่ไง พญามารไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำลายอวิชชา มารมันร้องคร่ำครวญไปฟ้องลูกสาวมันน่ะ ความโลภ ความโกรธ ความหลง นั่นล่ะแม่ทัพใหญ่ แม่ทัพใหญ่เพราะอะไร เพราะสิ่งที่ความโลภ ความโกรธ ความหลงเป็นหัวใจของจิตวิญญาณทั่วๆ ไปทั้งหมดเลย

ไอ้นี่คู่ที่ ๒ ยังไม่ถึงนะ

คู่ที่ ๒ ถ้ามันสงบสุขขึ้นมาแล้ว ถ้ามันน้อมไปมันเห็น เห็นสติปัฏฐาน ๔ เวลามันพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ เวลามันขาด นิโรธ ดับหมด ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ไง กายเป็นโพธิ จิตเป็นกระจกใส กายกับจิตแยกกันโดยสัจธรรมเลย เครื่องร้อยรัดที่มันรัดเราไว้นั่นแหละ เวลามันเป็นสัจจะเป็นความจริง โอ้โฮ! มันมหัศจรรย์ในใจของตัวนะ วัตถุข้าวของในวัฏฏะนี้ไม่มีอะไรมีค่าเลย มันปล่อยหมดเลย โลกนี้ราบ

แล้วเหลืออะไร ราบแล้วเป็นอย่างไร

มันมหัศจรรย์ๆ มหัศจรรย์คู่ที่ ๒ นี่คู่ที่ ๒ ไง แล้วติดอย่างนั้นน่ะ แล้วหาไม่ได้ หาไม่เจอ ครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติเข้าไป เพราะกายถ้ามันแยก มันราบหมด แล้วจะไปหาที่ไหน มันเวิ้งมันว้าง มันจับต้องอะไรไม่ได้เลย แล้วไปอย่างไรต่อ ไปอย่างไรต่อ

ถ้าคนที่มีสติปัญญา คู่ที่ ๒ แล้วเราได้ฟังครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติมา เราได้ฟังธรรมของหลวงปู่มั่น ฟังธรรมของหลวงตาพระมหาบัวไง พูดถึงอริยภูมิแต่ละภูมิขึ้นมา เออ! มันก็เป็นอริยภูมิ

แต่เวลาถ้ามันฝึกหัดปฏิบัติเองนะ เวลามันพิจารณาไป มันปล่อยอารมณ์ มันก็ว่าได้ภูมิหนึ่ง พอมันพิจารณาไป มันปล่อยอีกอารมณ์หนึ่ง ได้ ๒ ภูมิ พิจารณาไปปล่อยอีกทีก็ได้ ๓ ภูมิ พิจารณาอีกทีมันปล่อยก็ได้ ๔ ภูมิ

ภูมิตำแย ภูมิซาตาน มันมีเหตุมีผลตรงไหน อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล อะไรเป็นมรรค อะไรเป็นกิเลส แล้วกิเลสมันเป็นอย่างไร

“กิเลสเป็นนามธรรม จะรู้มันได้อย่างไร” แต่บรรลุธรรมนะ

แต่ถ้าคนเห็นกิเลส ชัดๆ ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงไง ดอกบัวบานท่ามกลางหัวใจของผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัตินะ

ถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา พยายามทำความสงบ แล้วสงบตรงไหน แล้วจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

นี่ไง ถ้ามีครูบาอาจารย์ให้กระทำต่อเนื่อง บุคคลคู่ที่ ๑ บุคคลคู่ที่ ๒ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล เวลากายกับจิตมันแยกออกจากกัน แล้วไปอย่างไรต่อ ติดทั้งนั้นน่ะ ติดจนคิดว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์ ถ้าได้แค่นั้นมันก็แค่นั้น ถ้ามีครูบาอาจารย์ มันยังทำต่อเนื่องไปได้

ต่อเนื่องไปได้ด้วยอะไร

บุคคล ๔ คู่นี่ไง ถ้าบุคคล ๔ คู่ คู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ แล้ว ๓ มันอยู่ไหนล่ะ แล้ว ๓ จะมาอย่างไรล่ะ แล้วเอ็งรู้ได้อย่างไรล่ะ

มันก็น้อมไป ถ้าน้อมไปนะ มันต้องฝึกหัดปฏิบัติให้มากขึ้น ฝึกหัดปฏิบัติให้มากขึ้น เห็นไหม เวลาครูบาอาจารย์ของเรา เวลาฝึกหัดปฏิบัติใช้ปัญญาๆ ไป เวลาถ้าปัญญามันเตลิดเปิดเปิงไป กลับมาพุทโธๆๆ

มันพุทโธทั้งนั้นน่ะ มันต้องอาศัยจิตที่มีกำลัง กำลังที่ละเอียดรอบคอบ กำลังที่มันพยายามแสวงหา พยายามพิสูจน์ตรวจสอบว่า ไหนวะกิเลส กิเลสมันเป็นอย่างไรวะ แล้วกิเลสมันอยู่ที่ไหน เพราะอะไร

เพราะมันขาดมาตั้ง ๒ รอบแล้ว ไม่มีวุฒิภาวะนะ เตลิดเปิดเปิงไปไกล นี่เขาเรียกว่าติดไง มันติดอยู่ขั้นไหน แล้วมันติดอย่างไร

เวลาฝึกหัดปฏิบัติ จิตสงบมันแสนยาก เวลายกขึ้นสู่วิปัสสนา กองทัพกิเลส กองทัพธรรมเข้าไปประหัตประหารกัน นี่ไง นักปฏิบัติไง นักปฏิบัติเขามีงาน เขามีงานกระทำ เขาทำเพื่อข้อเท็จจริงในใจของเขา เขาไม่ใช่ปฏิบัติบูชากิเลส ปฏิบัติเพื่อให้เขาเคารพนบนอบ ให้คนชื่นชมบูชา

เฮ้ย! มึงจะบ้าหรือ ใครจะชื่นชูบูชาหรือไม่ชื่นชูบูชา ชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุด ถ้ามีการพลัดพรากเป็นที่สุดแล้ว ถ้าตายไปก็จบ

แต่คนเคารพบูชาไม่เคารพบูชา เขาสอนเอ็งได้หรือ เขาบอกหนทางให้เอ็งได้หรือเปล่า เขาทำอะไรเพื่อประโยชน์กับเอ็งบ้างล่ะ ถ้าเขาทำบุญของเขา นั่นก็บุญของเขา เขามาเชิดชูบูชาก็เสียเวลาต้องไปนั่งคุยกับเขา แล้วไปนั่งคุยกับเขา แล้วจะให้เขาเชื่อถือชูบูชาตนอีกต่างหาก ถ้าเขาอ่อนไหว เขาก็เชื่อเอ็งไปไง แต่ถ้าเขามีสติปัญญาบอกไอ้นี่บ้า

ทำไมต้องประกาศด้วย ภาวนา ประกาศให้ใครรู้

ให้ไปเจอหน้ากิเลสสิ แล้วไปเผชิญหน้ากับมัน

แล้วถ้ามีเวล่ำเวลา เราทำความสงบของใจเราให้ได้ แล้วเราตรวจสอบของตน มีอำนาจวาสนานะ มันแสวงหา มันทำ งานที่ขุดคุ้ย ขุดคุ้ยหากิเลสเป็นงานที่ยิ่งใหญ่

ถ้าไม่ขุดคุ้ยหากิเลส มันไม่เห็น มันไม่เจอ เจอไม่ได้ ถ้ากิเลสมันมานั่งอวดให้เราเห็น ให้เราพบ อันนั้นเป็นรูปธรรม เป็นเรื่องโลก เป็นไปไม่ได้ กิเลสเป็นนามธรรม แล้วกิเลสที่มันยึดครองหัวใจของสัตว์โลก มันไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น

และถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ดีงามส่งเสริมขึ้นไปนะ จิตสงบแล้วมันจับได้ โอ้โฮ! มันกระเทือนหัวใจสุดยอด เพราะมันจะไปเจอกามราคะ ไปเจออสุภะ สิ่งที่เป็นอสุภะๆ นั่นน่ะ

เวลาผู้ฝึกหัดปฏิบัติไง พิจารณาอสุภะๆ

อสุภะไหน พิจารณากายนอก กายใน กายในกาย จิตถอด มันจะถอดขันธ์ ถอดสิ่งที่มันยึดมั่นในหัวใจของตน เวลามันรู้มันเห็นของมัน มันจะเริ่มต้นฝึกหัดเป็นมหาสติ มหาปัญญา

ปัญญาที่ใช้ที่สอยกันร้อยแปดพันเก้า นั่นปัญญาอย่างหนึ่ง ปัญญาแต่ละคู่แต่ละชั้นมันแตกต่างกันนะ มันแตกต่างกันตรงไหน

มันแตกต่างกันที่จิตสงบแล้วมันมีอำนาจวาสนา มีกำลังของมัน มีอำนาจวาสนาเพราะอะไร

เพราะคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ ขึ้นมา จิตมันเหนือกว่าจิตปกติทั่วไปมากมายมหาศาลแล้ว แล้วถ้าจิตมันอยู่เหนือจิตปกติมากมาย จิตปกติมากมายเป็นจิตปุถุชนคนหนาไง กระหืดกระหอบอยู่กับความรู้ความเห็นของตัวนั่นน่ะ

แต่ที่มันละ มันสังโยชน์ ๓ กามราคะ ปฏิฆะ อ่อนลง สิ่งตัวหน่วง ตัวทุกข์ ตัวพ่วงที่มันคอยรั้งจิต มันได้ตัดทิ้งไปๆๆ จิตมันเบาขึ้นๆ จิตมันมีกำลังมากขึ้น มันจะเข้าไปหาสิ่งที่ละเอียดกว่า

แต่สิ่งที่ละเอียดกว่า ถ้ามันรู้มันเห็นของมันนะ โอ้โฮ! ถ้าเห็นกายเป็นอสุภะ ถ้าเห็นจิตเป็นกามฉันทะ มันเป็นกามทั้งนั้นน่ะ พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยมหาสติ มหาปัญญา

แล้วการหลอกลวง การปลิ้นปล้อน ความโลภ ความโกรธ ความหลง นางตัณหา นางอรดี นี่แม่ทัพใหญ่ แม่ทัพใหญ่ที่ครอบงำสัตว์โลกที่อยู่ในอำนาจของมัน แล้วสัตว์โลกที่อยู่ในอำนาจของมันจะออกจากอำนาจของมัน มันเป็นมหาสติ มหาปัญญาที่เข้าไปพิจารณาขนาดไหน

มันปลิ้นมันปล้อน พิจารณาไปสิ มันก็ชักลากไป ชักจูงไป ถลำไป ถลำมา เฉียดไป เฉียดมาอยู่อย่างนั้นน่ะ เพราะมันไม่มีนิโรธไง มันไม่มีขณะที่จะดับทุกข์ไง มันไม่มีสมุจเฉทปหานไง

แล้วมันเป็นอย่างไรล่ะ

พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ ด้วยความสามารถของตน ด้วยมันพลิกมันแพลงของตน พลิกแพลงจนสมาธิมันไม่มีกำลังต่างๆ ต้องกลับมาวาง วางแล้วกลับมาทำความสงบของใจให้มากขึ้น ถ้าใจสงบมากขึ้น เวลามันปล่อย มันพุ่งเลย แล้วมัน โอ้โฮ! มันมหัศจรรย์ มันรุนแรงมากๆ รุนแรงมากๆ จนนักปฏิบัตินี่งงนะ

ไม่มีครูบาอาจารย์ที่ดีงาม ครูบาอาจารย์ที่ดีงามท่านคอยให้ อย่างเช่นหลวงปู่จวน เวลาพิจารณาอสุภะ กำลังมันเต็มที่ แล้วด้วยสติด้วยปัญญาของท่านไง ท่านเอากระดูกช้างแขวนคอ ฉันหมากแล้วก็บ้วนน้ำหมากไหลออกมาอย่างนั้นน่ะ

ผู้ที่อุปัฏฐากเห็น คิดว่าท่านเสียสติ ไปฟ้องหลวงปู่ขาวไง

เพราะหลวงปู่มั่นฝากหลวงปู่จวนไว้กับหลวงปู่ขาว เพราะอะไร ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม มันเตลิดเปิดเปิงไปกับโลกทั้งนั้นน่ะ

เขาไปฟ้องหลวงปู่ขาว หลวงปูขาวนั่งหัวเราะเลย

ลูกศิษย์ของเราต้องทำอย่างนั้น นักรบ

ไม่เห็นว่าบ้าบอคอแตกเลย

แต่ไอ้อีลุ่ยฉุยแฉกนั่นน่ะ นั่นล่ะบ้าบอคอแตก ไอ้พวกตำแยนั่นน่ะ นั่นน่ะบ้าบอคอแตก

แต่ครูบาอาจารย์ที่ทำข้อเท็จจริง มันต้องอย่างนั้น

พิจารณาซ้ำแล้วพิจารณาซ้ำอีก พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เวลามันขาด โอ้โฮ! มันจะไม่เกิดบนกามภพนะ จิตใจนี้หวั่นไหวไปหมด โลกธาตุมันไหว ครืน! ครืน! ท่ามกลางหัวใจของตัว นั่นแหละเวลามันนิโรธ ดับทุกข์ ขณะ มันมีเป็นชั้นเป็นตอนของมันขึ้นไป

แล้วโดยข้อเท็จจริง เวลาพิจารณาไป มันพิจารณาของมันได้ต่อเนื่องไป ได้เศษส่วน สุทัสสา สุทัสสีนั่นน่ะ พิจารณาแล้วมันก็ปล่อยๆ ปล่อยถึงที่สุด หมดสิ้น

ครูบาอาจารย์ท่านสอนไง ภาวนาเริ่มต้นมันแสนยาก มีเริ่มต้นกับที่สุด แล้วที่สุดไปอย่างไร เวิ้งว้าง สว่างไสว บ้าบอคอแตก นั่นล่ะบูชากิเลส อุปกิเลส ๑๖ ความว่างเป็นกิเลสอย่างละเอียด สว่าง ผ่องใส กิเลสทั้งนั้น

จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้หมองไปด้วยกิเลส

จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้เป็นผู้ข้ามพ้นกิเลส

แล้วจิตอยู่ไหนล่ะ

ไม่มีทาง หาไม่เจอหรอก

กว่าจะหาเจอนะ มันเป็นปัญญาญาณ เพราะสิ่งที่ประพฤติปฏิบัติเป็นขันธ์ ขันธ์อย่างกลาง ขันธ์อย่างหยาบ ขันธ์อย่างละเอียด เวลามันเป็นขันธ์ๆ เป็นกองๆ เวลามันหมุน มันหมุนของมันไป ยังหัวปั่นเลย

ภาวนาไม่เป็นไม่รู้ไม่เห็นหรอก เป็นไปไม่ได้

ครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ มันเป็นข้อเท็จจริง มันเป็นข้อเท็จจริงเพราะอะไร เป็นบุคคล ๔ คู่ แล้วถามเมื่อไหร่ พูดเมื่อไหร่ สงสัยอะไรว่ามา แต่คู่ที่ ๔ หาไม่เจอ

หลวงตาพระมหาบัวท่านว่าไง ว่างหมดเลย แต่เพราะธรรมมาเตือน สิ่งที่ว่างๆ นั้นเกิดจากจุดและต่อม

แล้วอะไรเป็นจุด อะไรเป็นต่อมวะ แล้วต่อมมันอยู่ที่ไหนล่ะ แล้วอะไรเป็นต่อมล่ะ

ถ้ามันฝึกหัด ทำให้ละเอียดรอบคอบขึ้น เพราะจิตมันขั้นที่ ๓ นะ จิตมันมหัศจรรย์แล้ว เวลามันเป็นข้อเท็จจริง มันไปจับต้องได้

มันต้องขุดคุ้ยค้นคว้าหากิเลส หาพญามาร แล้วพญามารมันเป็นปู่ ลูกสาวมัน ๓ คน ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันตายไปแล้ว แล้วปู่มันอยู่ไหน พ่อมันน่ะ แล้วเรือนยอดของเรือน ๓ หลังไง

เวลามันเข้าไปถึง ถ้าเข้าไปได้ เข้าไปจริงโดยสติด้วยปัญญาของตัว ตึ๊บ!

นี่ไง ภพชาติมันอยู่ตรงนั้น จิตเดิมแท้ ภวาสวะ กิเลสสวะ อวิชชาสวะ ภวาสวะ กิเลสสวะ อวิชชาสวะ ภวาสวะ ภวาสวะมันเป็นกิเลสอันหนึ่ง

แล้วภวาสวะ ภพ มันเป็นกิเลสได้อย่างไรวะ

เพราะเอ็งไม่รู้ เอ็งไม่เห็นมัน เอ็งก็ไม่เข้าใจมันไง ถ้าเอ็งไม่รู้ไม่เห็นมัน จะสิ้นกิเลสได้อย่างไร

เวลารู้เห็น ใช้ปัญญาก็ไม่ได้ ใช้ปัญญา มันเข้าไปถึงตนไม่ได้หรอก

หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกว่า มันเป็นกระดาษซึม กระดาษซับ มันซึมไปเลย เห็นตัวไม่ได้ กระดาษซับซับหมึก มันก็ซึมเข้าไปนะ นี่สำลีชุบไง ไปหมดเลย

แล้วเอ็งแยกอย่างไร แยกที่ไหน แยกตรงไหนล่ะ

เวลาเป็นความเป็นจริง จิตมันเป็นมัธยัสถ์ พลิกฟ้าคว่ำดิน ธรรมะดอกบัว บัวบานท่ามกลางหัวใจของผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัตินั้น เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน เอวัง